การบริหารจัดการ “น้ำ” งานที่ต้อง”บูรณาการ”

408
มีรายงานว่าในโครงการนี้ “กรมทรัพยากรน้ำ” สามารถกระจายเครื่องสูบน้ำช่วยพื้นที่ได้ถึง 180 แห่งแล้ว และประชาชนได้รับประโยชน์ถึง 281,017 ครัวเรือน  พุธที่ 29 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทย มีที่ตั้งที่ไม่น่าจะมีปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ “เรื่องน้ำ” เลยแม้แต่น้อย เพราะเรามีทั้งห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำ กว๊าน จนถึงทะเลสาบ มากมายกระจายไปทั่ว ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำ และระบายน้ำไปใช้ประโยชน์ ทั้งเพื่ออุปโภคปริโภค ทั้งในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

แต่กลับเป็นว่าเรามีปัญหา “เรื่องน้ำ” มาตลอด ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ตลอดจนน้ำเน่าเสีย หรือปัญหาคุณภาพน้ำมาโดยตลอด

ได้มีการออกแบบหน่วยงานให้ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบปัญหา “เรื่องน้ำ” มายาวนานแล้ว และแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์เป็นระยะๆ จนท้ายสุดถึงมี “กรมทรัพยากรน้ำ” ขึ้นมาใน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)


ผมคนหนึ่งที่สนับสนุนให้มีกรมนี้ขึ้นมา ทั้งให้ความเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผ่านกฎหมาย และโดยทั่วไปก็สนับสนุนให้มีกรมนี้ เพราะเห็นว่าพื้นที่นอกพื้นที่ชลประทานก็มีความจำเป็นต้องใช้น้ำอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหา “เรื่องน้ำ” ที่กำลังจะมีวิกฤติในหลายๆ ด้าน และในหลายช่วงเวลา

ปัญหา “เรื่องน้ำ” ในประเทศมีดังนี้

1. ป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ผลิตน้ำได้น้อยลง เป็นเพราะป่าต้นน้ำลำธารที่เป็นแหล่งผลิตน้ำ ถูกบุกรุกแผ้วถางและยึดถือครอบครองไปเป็นจำนวนมาก จนมีสภาพเป็น “ป่าหัวโล้น” และยังไม่สามารถหยุดยั้งได้ การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร บางแห่งปลูกป่าเฉพาะบนใบสำคัญเบิกเงิน ไม่มีปลูกจริงในพื้นที่ หลายแห่งแค่ได้ปลูกต้นไม้เพื่อได้ถ่ายรูปเสร็จแล้วไม่หันกลับมาดูอีก เพราะถือว่าได้ปลูกป่าเสร็จแล้ว ไม่ใยดีว่าต้นไม่จะรอดหรือไม่ เหมือนที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงอยู่ในขณะนี้

2. แหล่งน้ำในชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้วย หนอง คลอง บึง ลำธาร แม่น้ำฯ ส่วนใหญ่แล้วถูกบุกรุกยึดครองเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถส่งน้ำ ระบายน้ำ กักเก็บน้ำไว้ได้เช่นในอดีต ทำให้ขาดพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการกักเก็บน้ำ จนน้ำไหลผ่านไปโดยไร้ประโยชน์


ได้เห็นความพยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งระดับนโยบายของรัฐบาล และระดับปฎิบัติการของ “กรมทรัพนากรน้ำ” โดยเฉพาะ 2 โครงการหลัก ถือได้ว่ามาถูกทาง และสามารถตอบโจทย์การแก้วิกฤติน้ำได้ คือ

1. เร่งสร้างแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อความจำเป็น โดยขณะนี้ทำได้แล้วระดับหนึ่ง คือ

– ระบบประปาหมู่บ้านทำได้แล้ว 5,583 หมู่บ้าน
– ระบบประปาโรงเรียนและชุมชน ทำได้แล้ว 1,191แห่ง
– สร้างแหล่งน้ำในเขตชลประทาน 452ล้าน ลบ.ม
– สร้างแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน 3,251แห่ง
– ขุดสระในไร่นา 133,311 สระ
– พัฒนาแหล่งน้ำ 1,783 แห่ง
– น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร115,450 ไร่
– น้ำบาดาลช่วยภัยแล้ง 1,783 แห่ง
– ขุดลอกลำน้ำ 217 กม.
– ป้องกันและลดการพังทะลายตลิ่ง 675,000 ไร่

ตัวเลขข้อมูลเหล่านี้จะมีของกรมอื่น หน่วยงานอื่นอยู่ด้วย เพราะเป็นการทำงานร่วมกันอย่าง “บูรณาการ” แต่ทำให้เห็นว่า “กรมทรัพยากรน้ำ” แม้จะตั้งมาไม่นาน เป็นกรมเล็กๆ ใน ทส. แต่ก็มีบทบาทในการแก้ไขปัญหา “เรื่องน้ำ” ได้ไม่น้อยเลย เคียงคู่กับหน่วยงานใหญ่ได้ ช่วยในการพัฒนาบ้านเมืองได้เป็นอย่างมาก และยิ่งจะต้องมีบทบาทที่สำคัญขึ้นอีกในอนาคต


2. โครงการจัดทำระบบกระจายน้ำด้วยพลังแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งน้ำได้ง่าย เป็นการบรรเทาภัยแล้ง และเป็นการส่งเสริมใหัเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน สามารถทำการเกษตรที่เหมาะสมได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอฤดูกาล ทำให้โครงการนี้มีประโยชน์เกิดกับประชาชน และกับพื้นที่การเกษตรในชุมชนมากมาย เช่น

– ไม่มีค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ เพราะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้มาฟรี และรัฐเป็นผู้ลงทุนในส่วนอื่นให้ด้วย เป็นการลดต้นทุนในการผลิตให้กับเกษตรกร ซึ่งค่อนข้างลำบากยากจนอยู่แล้ว
– เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เพราะน้ำถือเป็นปัจจัยการผลิต และปัจจัยการลงทุนที่สำคัญ ที่ให้ประชาชนมีทางเลือกในการผลิตหรือลงทุนได้มากขึ้น
– ช่วยแก้ปัญหาสังคมในชนบท โดยที่เมื่อประชาชนมีโอกาสในการประกอบอาชีพในชนบทถิ่นเดิมได้ ก็จะลดการโยกย้ายถิ่นฐานมาทำงานในเมืองใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย และอาจมีปัญหาทางสังคมได้รอบด้านตามมา ทั้งปัญหาในที่ถิ่นฐานเดิมที่ต้องจากมา และที่ใหม่ที่โยกย้ายเข้ามา
– กระบวนการนำน้ำมาใช้โดยการใช้พลังแสงอาทิตย์ จะทำให้เห็นถึงกระบวนการที่ยุ่งยากซ้บซ้อนเกี่ยวกับการนำน้ำมาใช้ หรือให้เห็นคุณค่าของน้ำได้มากขึ้น ซึ่งจะง่ายในการสร้างสำนึกในการอนุรักษ์ และในการใช้ทรัพยากรน้ำให้กับเกษตรกรและกับประชาชนโดยทั่วไป

มีรายงานว่าในโครงการนี้ “กรมทรัพยากรน้ำ” สามารถกระจายเครื่องสูบน้ำช่วยพื้นที่ได้ถึง 180 แห่งแล้ว และประชาชนได้รับประโยชน์ถึง 281,017 ครัวเรือน ซึ่งถือว่าได้ร่วมกับรัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องน้ำ และดูแลสังคมไดัไม่น้อยเลย


แต่เพราะ ประเทศไทย เรา ขนาดความต้องการ “เรื่องน้ำ” และระดับความเดือดร้อนของประชาชนมีขนาดใหญ่มาก เพราะเราตกอยู่ในสภาพที่ขาดแคลนมายาวนาน เรามีเป้าหมายที่ทุกครัวเรือนและทุกภาคส่วนไม่เพียงแต่ภาคเกษตรกรรม แต่รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมที่เป็นภาคส่วนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศต้องมีน้ำที่เพียงพอ

ทำให้มีความจำเป็นที่รัฐบาลและภาคส่วนอื่นๆ ต้องช่วยกันสนับสนุนงานบริหารจัดการน้ำของประเทศต่อไปอย่างต่อเนื่องและทุ่มเท ทั้งการดูแลฝืนป่าที่เป็นป่าต้นน้ำลำธารที่ถูกบุกรุกจนไม่รู้ชะตากรรมว่าจะยุติได้เมื่อไหร่ ตลอดการฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมามีสภาพเช่นเดิมก็ยังล้มเหลวอยู่ เพราะเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านนี้ส่วนหนึ่งไม่สามารถก้าวข้ามผลประโยชน์ได้ แม้ในขณะนี้ทางส่วนหัวไม่กระดิกแล้ว แต่ส่วนหางแกว่งตลอดเวลาไม่เคยนิ่ง

และที่สำคัญการยึดแหล่งน้ำคืนจากการบุกรุกยึดครองมาอย่างยาวนาน กลับคืนมาใช้ประโยชน์แบบเดิม ก็เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือช่วยกันทำของพนักงานเจ้าหน้าที่จากทุกฝ่าย และการกระจายน้ำสู่ประชาชนในระดับครัวเรือน และระดับไร่นาอย่างทั่วถึงถือเป็นความจำเป็นยิ่ง 


ทั้งยุทธศาสตร์ ทั้งนโยบาย ทั้งแนวทางในระดับรัฐบาล และของ ทส. ทั้งการทำหน้าที่ของ“กรมทรัพยากรน้ำ” ถือว่ามาถูกทาง เพราะมีการใช้ชุดข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา “เรื่องน้ำ” เป็นข้อมูลชุดเดียวกันแล้ว ไม่สะเปะสะปะเหมือนที่ผ่านมาในอดีต และได้มี “การบูรณาการ” การทำงานของหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน จึงทำให้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งแล้ว และอนาคตข้างหน้าเชื่อว่าจะแก้วิกฤติเหล่านั้นได้อย่างแน่นอนเดินไปตามเส้นทางนี้

ที่สำคัญตัว รัฐมนตรี ทส. เป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญต่อความสำเร็จ เพราะท่านได้ทุ่มเทใส่ใจทุกงานใน ทส. และในขณะนี้ก็ไม่ปรากฎข่าวคราวข้องแวะผลประโยชน์ และไม่กรงใจขาใหญ่ ไม่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลแต่อย่างใด ถือเป็นแบบอย่างที่ดีได้

เหลือแต่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ว่าจะเลือกอย่างไร จะเลือกเดินหน้าหาประโยชน์เพื่อตัวเองบนความเดือดร้อนของประเทศชาติและประชาชนเหมือนบางคนในบางยุคที่ผ่านมา หรือเลือกเดินไปกับ “รัฐมนตรี” คนนี้ เพื่อช่วยกันทำงาน ใน “การบริหารจัดการน้ำ” อย่างแท้จริง