ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของไทย เป็นอย่างไรต่อจากนี้ ?

391

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย จัด เวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 7 เรื่อง  “การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำกับยุทธศาสตร์ชาติ”  ณ โรงแรมเอทัส ลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อสร้างเครือข่ายความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานนโยบาย หน่วยงานปฏิบัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และสถาบันการศึกษา  อีกทั้งยังเป็นการยกระดับความสามารถในการจัดการน้ำ และเป็น ‘พื้นที่’ ให้หน่วยงานรัฐได้หาทางเลือก และตัดสินใจร่วมกันกับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการตัดสินใจการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงใหม่ในอนาคต

ด้านนายสราวุธ ชีวะประเสริฐ ผอ.สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวว่า ประเด็นท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตอนนี้มี 6 ประเด็นหลักๆ ด้วยกันคือ 1.น้ำเพื่อการบริโภค 2.น้ำเพื่อการเกษตร 3.น้ำเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ 4.น้ำเพื่อระบบนิเวศและการควบคุมน้ำเสีย 5.การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย และ 6.การบริหารจัดการ สำหรับประเด็นของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ปัญหาที่พบตอนนี้คือ ยังมีอีกหลายชุมชนที่ยังไม่มีระบบประปา ไทยจะต้องมีต้นทุนและเข้าถึงระบบปะปาครบทุกหมู่บ้าน จำนวน 7,490 หมู่บ้าน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายในปี 2560 ในขณะที่ ชุมชนเมืองจะต้องมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการขั้นพื้นฐานและรองรับการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นในอนาคตในระยะ 10 ปี

ด้านคุณภาพน้ำ จะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ด้านการเกษตร ต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบชลประทานเต็มศักยภาพอีก 18 ล้านไร่ มีการพัฒนาแห่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เกษตรน้ำฝน ทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำบาดาลและแหล่งน้ำในไร่นา จะต้องเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้เกษตรกรในชนบท เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรให้เหมาะสมกับอุปสงค์ อุปทาน ดำเนินการทั้งในพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่เกษตรกรน้ำฝน รวมทั้งระบบการปลูกพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ในส่วนของน้ำเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ต้องจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนให้เพียงพอและรองรับการขยายตัว ภาคอุตสาหกรรมที่มีการเพิ่มขึ้น ต้องกระจายการผลิตไปสู่ภูมิภาคที่สามารถจัดหาน้ำต้นทุนได้ เช่น พื้นที่ทางเศรษฐกิจพิเศษที่จะจัดตั้งตามแผนงาน 14 แห่ง น้ำเพื่อระบบนิเวศและการควบคุมน้ำเสีย กำหนดปริมาณน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศในลุ่มน้ำที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ควบคุมและลดปริมาณน้ำเสียให้อยู่ในระบบที่แหล่งน้ำสามารถรองรับได้ ด้านการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ต้องมีการฟื้นฟูทางน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ พัฒนาพื้นที่รับน้ำนองและการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำ การป้องกันชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ จัดทำผังเมือง ผังการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ต้องมีกฎหมายในการควบคุมเรื่องการบุกรุกทางน้ำและเร่งปรับปรุงลำน้ำที่เสื่อมสภาพให้กลับสู่สภาพเดิม ด้านการบริหารจัดการ ต้องจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำระดับชาติที่เป็นเอกเทศ มีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนา   ต้องมีระบบฐานข้อมูลที่มีความถูกต้อง รวดเร็วและแม่นยำในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยในภาวะวิกฤต องค์กรบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำหรือพื้นที่ วางแผนรองรับความต้องการของท้องถิ่น ประสานแผนระดับชาติ รวมทั้งการบริหารการใช้น้ำในระดับพื้นที่ จัดระบบการวางแผนและการนำไปสู่การปฏิบัติให้มีการประสานกันของแผนระดับชาติและระดับท้องถิ่น ระบบงบประมาณที่สนับสนุน แผนงานหรือโครงการระดับท้องถิ่น

ในขณะที่ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หน่วยปฏิบัตการการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ไทยควรมียุทธศาสตร์การแก้ปัญหาเรื่องน้ำในระยะยาว เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนและเรื่องน้ำก็เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ โดยไทยต้องมีมาตรการในการลดภัย รับตัว และพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต ควรนำแนวคิดและมาตรการต่างๆ มาประเมินเพิ่มยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติ และอาจต้องมีการขอความร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและขยายผลถ่ายทอดไปสู่กลุ่มอาเซียน

ด้าน นางสาวลดาวัลย์ คำภา รองเลขาธิการคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  กล่าวเสริมถึงยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติของไทยว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะ 5 ปี  เรื่องการบริหารจัดการน้ำว่า จะมุ่งเน้นความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน และเน้นการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภคให้เพียงพอเป็นลำดับแรก